
Overview
ในฐานะแฟน Dragon Ball ที่ติดตามมาตั้งแต่เด็ก นอกจากการอ่านมังงะและดูอนิเมะแล้ว การเล่นเกม Dragon Ball ถือเป็นอีกหนึ่งความบันเทิงในยุคนั้นของผม เริ่มตั้งแต่ยุค Game Boy จนมาถึง Budokai Tenkaichi บน PS2 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมรู้สึกสนุกที่สุด บวกกับการต่อสู้กับเพื่อน หมุนอนาล็อกรัวๆ จนจอยพังไปหลายอัน เวลาผ่านไป ผมได้สัมผัสเกม Dragon Ball อีกหลายภาค แต่ละภาคล้วนมีจุดเด่นต่างกันไป แต่ในใจก็ยังคงคิดถึงและรอคอย Budokai Tenkaichi ภาคใหม่อยู่เสมอ และในที่สุด Dragon Ball: Sparking! Zero ก็เปิดตัวในปี 2023 แฟรนไชส์โปรดของผมมีหรือจะพลาด! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Gamer Inside และนี่คือ Dragon Ball: Sparking! Zero Gamer Inside Review
Story (6.5/10) - ย้อนรอยเรื่องราว Z ถึง Super พร้อม What if สุดมันส์
Dragon Ball: Sparking! Zero พาเราย้อนรอยเรื่องราวในแต่ละ Arc ของ Dragon Ball Z จนถึง Super ไม่ว่าจะเป็น Frieza Saga, Android Saga, Buu Saga หรือ Universe Survival Saga โดยแต่ละ Saga จะมีการสรุปเรื่องราวมาให้สั้นกระชับ เข้าใจง่าย ไม่ยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น ทำให้แฟน Dragon Ball ทุกระดับสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดได้แน่นอน แต่เกมอาจไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้เล่นที่ไม่เคยติดตาม Dragon Ball มาก่อน เพราะถ้าคุณเพิ่งมาสัมผัสเรื่องราวในโลกของ Dragon Ball เป็นครั้งแรกจากเกมนี้ อาจจะไม่เข้าใจในหลายๆ จุด เนื่องจากจักรวาล Dragon Ball มีตัวละครมากมายและเส้นเรื่องซับซ้อน เต็มที่ก็แค่เข้าใจว่าตัวละครนี้เป็นใคร กำลังทำอะไร ที่ไหนอยู่ แฟนเกมหน้าใหม่ที่เล่นแล้วติดใจ อยากเสพเนื้อเรื่องเพิ่มต้องไปตามอ่านมังงะหรือดูอนิเมะเอาเอง แต่สำหรับแฟนเดนตาย เกมนี้จะชวนให้นึกถึงวันวานและอยากกลับไปดู Dragon Ball Z ให้ครบอีกสักรอบ
ในโหมดเนื้อเรื่อง คุณจะได้เล่นตัวละครหลายตัว เช่น Goku, Gohan, Vegeta, Trunks หรือ Frieza โดยเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวจะดำเนินไปตามอนิเมะต้นฉบับ แต่จุดที่ทำให้ Dragon Ball: Sparking! Zero น่าสนใจคือการใส่ทางเลือก “What if” ที่ไม่เคยมีใน Dragon Ball มาก่อน เช่น จะเป็นยังไงถ้า Goku เป็น Super Saiyan ได้ตั้งแต่ตอนที่ Vegeta บุกมาที่โลก? หรือถ้าคนที่จัดการ Cell ไม่ใช่ Gohan แต่เป็น Vegeta กับ Trunks การต่อสู้จะออกมาในรูปแบบไหน? ที่น่าสนใจสำหรับผมคือองค์ประกอบบางอย่างที่ไม่ถูกนับเป็น Canon ก็ถูกใส่เข้ามาด้วย เช่น ถ้า Golden Frieza ชนะ Goku และ Vegeta ได้ จะใช้ Dragon Ball ชุบชีวิตใครขึ้นมา? โดยหนึ่งในตัวเลือกนั้นก็จะมี Cooler พี่ชายของ Frieza ที่ปรากฏตัวเฉพาะใน Dragon Ball Z: Cooler's Revenge และ The Return of Cooler ซึ่งหากเราเลือกคืนชีพให้ Cooler ทั้ง Cooler และ Frieza จะได้อยู่ในทีมของจักรวาลที่ 7 จับมือแท็กทีมต่อสู้กันในศึกประลองพลัง นี่คือ Fan Service ที่ใส่มาเพื่อแฟน Dragon Ball โดยเฉพาะ ซึ่งผมเองก็ชอบมาก
แต่ก็แอบเสียดายที่ Dragon Ball: Sparking! Zero เลือกเล่าเรื่องราวแบบเดียวกับอนิเมะ เกมเลยไม่มีเนื้อเรื่องและตัวละครใหม่แบบ Dragon Ball Xenoverse 1, 2 หรือ FighterZ ทำให้เรารู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไร แต่ทาง Spike Chunsoft อาจจะรู้ตัวอยู่แล้วว่านี่คือจุดด้อย เลยใส่ “What if” เข้ามาเพื่อเพิ่มความน่าตื่นเต้น และเรื่องราวทั้งหมดก็ไม่ได้ยืดเยื้อเกินความจำเป็น ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เล่นจบครบทุกตัวละครได้สบายๆ
อีกลูกเล่นที่ใส่เข้ามาคือ First Person Mode ระหว่างที่ตัวละครกำลังพูดคุยกัน ผู้เล่นสามารถปรับมุมกล้องเป็น First Person ได้ โดยมุมกล้องจะอยู่ในระดับสายตาของตัวละคร ตัวละครมองไปทางไหนกล้องก็หันไปทางนั้น ความรู้สึกแรกคือมันแปลกใหม่ดี เหมือนเราได้อยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ ทั้งสองมุมกล้องก็ดีทั้งคู่ เพราะให้อารมณ์ต่างกัน
โหมดเนื้อเรื่องของ Dragon Ball: Sparking! Zero เป็นมิตรกับผู้เล่นทุกกลุ่ม แต่อาจไม่ตอบโจทย์แฟน Dragon Ball ที่ต้องการความสดใหม่ของเรื่องราวที่ไม่ใช่แค่ “What if” แต่ในแง่ของการสรุปเนื้อหาตั้งแต่ Dragon Ball Z ถึง Super ผ่านตัวละครหลายตัว ถือว่าทำออกมาได้ดี ขมวดเนื้อหาหลัก 400 กว่าตอนให้จบในเกมภายในไม่กี่ชั่วโมง คัดมาเฉพาะจุดสำคัญ ฉากไหนน่าจดจำใส่มาหมด แน่นอนว่าการทำแบบนี้มีข้อเสียตามมา คืออารมณ์ความมันส์ สนุก ตื่นเต้น ดันไปไม่ถึงจุดที่เคยสัมผัสจากเวอร์ชันอนิเมะ เพราะเกมตัดทิ้งไปหลายอย่าง เลย Built อารมณ์ให้ผู้เล่นไม่ได้ แต่ข้อดีคือถ้าเป็นแฟน Dragon Ball อยู่แล้ว เกมก็เป็นตัวช่วยทบทวนเรื่องราวต่างๆ ได้ดี หรืออาจทำให้แฟนหน้าใหม่ติดใจแล้วไปตามดูอนิเมะต่อก็เป็นได้
Gameplay (9/10) - แก่นแท้ Budokai Tenkaichi ที่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
Dragon Ball: Sparking! Zero คือเกม Dragon Ball ภาคใหม่ล่าสุดจากซีรีส์ Budokai Tenkaichi อันโด่งดังจากยุค PlayStation 2 แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จักเกมนี้ จุดเด่นของ Budokai Tenkaichi คือการนำเสนอเกมการเล่นแบบ Arena Fighter, การออกคอมโบใช้ท่าไม้ตาย และตัวละครจาก Dragon Ball ที่มีให้เล่นมากมาย ในฐานะที่เคยเล่น Budokai Tenkaichi มาก่อน บอกได้เลยว่า Dragon Ball: Sparking! Zero คือการนำลูกเล่นจากภาคเก่ามาใช้และปรับปรุงใหม่ให้ดุเดือดและมันส์ขึ้นกว่าเดิม
ขอเริ่มต้นที่เกจพลังและความสามารถต่างๆ ของตัวละครก่อน ตัวละครของเราและศัตรูจะมีเกจพลังเหมือนกัน ประกอบด้วย หลอด HP, หลอดพลัง Ki สำหรับใช้พลังและท่าต่างๆ ซึ่งชาร์จได้ตลอดเวลา และ Skill Count เป็นหลอดพลังสำหรับใช้ท่าต่างๆ, เปลี่ยนร่าง, เปลี่ยนตัวละคร หรือแม้กระทั่งการฟิวชัน
การชาร์จพลัง Ki ทำให้ใช้สกิลของตัวละครได้ โดยทุกตัวจะมีสกิลให้ใช้ 5 สกิล แต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ต่างกันไป เช่น Solar Flare (หมัดตะวัน) ท่าที่ทำให้คู่ต่อสู้มองไม่เห็น เปิดโอกาสให้เราเซ็ตคอมโบใส่ศัตรู, Explosive Wave (คลื่นระเบิด) สกิลผลักศัตรูให้กระเด็นออกไป หรือการฟื้นฟู HP
บางสกิลไม่ได้ใช้หลอด Ki แต่ต้องมี Skill Point ถึงตามที่กำหนด เมื่อชาร์จพลัง Ki จนเต็ม ขั้นถัดไปคือหลอด Sparking เมื่อชาร์จเต็มแล้วจะเข้าสู่ Sparking Mode ทำให้ค่าพลังต่างๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกับมีสกิลพิเศษที่เป็นท่าไม้ตายเพิ่มขึ้นมา 1 สกิล แต่ Sparking Mode ไม่ได้อยู่ถาวร หลอดพลังจะลดลงเรื่อยๆ จนหมด
ระบบการต่อสู้ของ Dragon Ball: Sparking! Zero มองผิวเผินเหมือนจะง่าย ต่อยหนัก ต่อยเบา ชาร์จยิงพลังใส่กัน กดไม่กี่ปุ่มก็ออกคอมโบได้แล้ว ซึ่งมันก็ใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน ถ้าสู้กับบอทระดับง่ายหรือผู้เล่นที่ไม่เก่งมาก กดไม่กี่ปุ่ม ชาร์จพลังสแปมสกิลไปเรื่อยก็ชนะได้ แต่ถ้าคู่ต่อสู้อยู่ในระดับที่เก่งขึ้น วิธีการแบบนั้นแทบใช้ไม่ได้ผล เพราะทุกท่วงท่าและคอมโบสามารถแก้ทางได้หมด รวมถึงไม่มีตัวละครตัวไหนเก่งเวอร์แบบที่ใครก็เอาไม่ลง ระหว่างต่อสู้ต้องพึ่งการวางแผน, คอยหาจังหวะเข้าทำและสวนกลับ รวมถึงสังเกตสไตล์การเล่นของคู่ต่อสู้ให้ดี ต่อให้โดนโจมตีจากข้างหลัง เกมก็มี Moveset สำหรับสวนกลับให้กด
Moveset ในเกมนี้เยอะมาก แต่ไม่ต้องห่วงเพราะมีโหมดฝึกซ้อมให้เรียนรู้จนเก่งได้ ตั้งแต่คอมโบง่ายๆ ระดับเริ่มต้นจนถึง Advance ส่วนที่ผมชอบคือ Impact Action คัตซีนพิเศษที่เกิดขึ้นเมื่อการเคลื่อนไหวของคุณกับศัตรูปะทะกันในจังหวะที่พอดีเป๊ะ ฉากเหล่านี้มี QTE ให้กดด้วย ใครชนะจะสร้างความเสียหายให้กับศัตรูได้ และมีอีกหลายฉากที่เป็นคัตซีนเท่ๆ ระหว่างสู้
Dragon Ball: Sparking! Zero มีตัวละครให้เล่นมากมาย ตั้งแต่ Dragon Ball Z, Dragon Ball GT และ Dragon Ball Super รวมถึงตัวพิเศษจาก The Movie ที่มันเยอะเพราะตัวละครมีหลายร่าง ผู้เล่นเลือกได้เลยว่าอยากเล่นร่างไหน แต่ก็มีบางตัวที่เปลี่ยนร่างได้ทุกแบบ เช่น Goku เวอร์ชัน Dragon Ball Z ช่วง Buu Saga แปลงร่างได้สูงสุด Super Saiyan 3 แต่ Goku ภาค Super จะเปลี่ยนร่างได้ถึง Super Saiyan Blue ทุกตัวละครจะมี Stat แตกต่างกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตัวละครไหนเก่งอะไรเป็นพิเศษ โดยมีค่า Stat 5 อย่างคือ HP, Attack, Special, Combo และ Ki แต่ถ้าอยากให้ตัวละครเก่งขึ้นไปอีก สามารถใช้ Ability item ปรับแต่งความสามารถตรงนี้ได้
กลับมาที่ค่า Skill Point ค่านี้ไม่ได้ไว้ใช้สกิลหรือ Moveset อย่างเดียว แต่ใช้สลับตัวละครอื่นในทีม, เปลี่ยนร่าง หรือฟิวชันได้ด้วย แต่การฟิวชันมีเงื่อนไขคือต้องเอาตัวละครที่ใช้ฟิวชัน 2 ตัวมาอยู่ในทีมเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมี Challenge ให้ทำ เช่น ใช้ท่าทุ่มให้ครบ 100 ครั้ง หรือใช้ตัวละครต่างๆ ต่อสู้ให้ครบ 5 ครั้ง เมื่อทำครบจะได้รางวัล เช่น เงิน, ตัวละคร หรือ Costume และยังเรียกเทพเจ้ามังกรมาขอพรได้เมื่อเก็บ Dragon Ball ครบ 7 ลูก โดยขอพรได้ทั้งเงิน, Costume หรือปลดล็อกตัวละครใหม่
หรือจะเอาเงินที่ได้ไปปลดล็อกตัวละคร, Costume หรือ Ability item ก็ได้ ไอเทมเหล่านี้เอาไปปรับแต่งตัวละครได้ทั้งหมด แต่ที่น่าสนใจคือ Ability item ที่ช่วยเพิ่มค่าสถานะต่างๆ ของตัวละคร เช่น เพิ่มความสามารถทุกด้านเมื่ออยู่ในแผนที่ที่กำหนด หรือเพิ่มความเร็วของกระสุนพลัง ไอเทมเหล่านี้ถูกใส่เข้ามาเพื่อให้ปรับแต่งตัวละครตามสไตล์การเล่นของตัวเองได้
อย่างที่เคยพูดในช่วงของเนื้อเรื่องว่ามี “What if” สอดแทรกเข้ามา แต่การปลดล็อกเนื้อเรื่องตรงนี้ก็มีเงื่อนไขอยู่ แต่ละอันก็มีเงื่อนไขต่างกัน เช่น กำจัดศัตรูภายในเวลาที่กำหนด, จัดการศัตรูให้เร็วที่สุด หรือการเลือก Choice คำตอบบางอย่างก็อาจทำให้เกิด What if ขึ้นมาได้ ในเงื่อนไขที่ต้องกำจัดศัตรู มันก็ไม่ได้ชนะง่าย ผมว่าแอบยากด้วยซ้ำ คือต้องเก่งในระดับหนึ่งถึงจะพอผ่านไปได้ ถ้าลดระดับความยากลงมาแล้วเล่นชนะ เกมจะไม่ปลดล็อกเนื้อเรื่อง What if ให้ นั่นหมายความว่าถ้าอยากเล่นเนื้อเรื่อง What if ต้องชนะศัตรูในระดับยากสุด ก็เป็นอะไรที่ท้าทายดี
ถ้าเล่นโหมดเนื้อเรื่องจนจบแล้วเบื่อ หรือ What if ยังไม่สนุกถูกใจ ผู้เล่นสามารถสร้างเรื่องราวของตัวเองได้เลย ตั้งแต่ตัวละครที่ใช้สู้กัน, ฉาก, ฉากเปิด, ชื่อตอน, ภาพปก และผลลัพธ์ต่างๆ ที่ตั้งได้ว่าอยากมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างสู้ หลังสร้างเสร็จสามารถทดสอบได้ว่าสิ่งที่เราสร้างเป็นไปตามที่คิดหรือเปล่า แถมยังแชร์ไปสู่โลกออนไลน์ให้คนอื่นลองเล่นได้ด้วย ดีๆ ก็มี ปั่นๆ ก็เยอะ เช่น การเอาหยำฉาตัวโดนแห่งโลก Dragon Ball ไปหวดกับจิเร็นเนี่ย !!
หากอาละวาดกับบอทไม่สาแก่ใจ ไปเล่นออนไลน์กับผู้เล่นคนอื่นได้ มี 2 รูปแบบคือโหมดต่อสู้ปกติทั้ง Unrank และ Rank กับโหมดศึกชิงเจ้ายุทธภพ ก็เหมือน Tournament ตามเกมทั่วไป ซึ่งปรับเปลี่ยนกฎการเล่นได้ตามใจชอบ เช่น แพ้ทันทีถ้าออกนอกเวที หรือบินได้หรือเปล่า แน่นอนว่าคุณจะได้เจอปีศาจมากหน้าหลายตาที่รอตบคุณอยู่ ถ้าอยากพัฒนาฝีมือให้ก้าวกระโดด โหมดออนไลน์ตอบโจทย์มาก
โดยรวมผมรักเกมเพลย์ทั้งหมดของ Dragon Ball: Sparking! Zero มีกิมมิคของ Dragon Ball ใส่เข้ามา แต่มีเรื่องจุกจิกที่ไม่ชอบอยู่เล็กน้อย คือเรื่องของฉากในเกมที่บางฉากรู้สึกว่าพอมันเป็นเกมแล้วมันไม่สนุก เช่น ลานแข่งศึกประชันพลัง ฉากนี้ผู้เล่นบินไม่ได้ เลยต้องสู้อยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยเศษหิน บางทีเศษหินก็ทำให้เกิดมุมอับที่มองตัวละครของเราไม่เห็น ดีไซน์ของฉากนี้พออยู่ในอนิเมะมันก็โอเค แต่พอเป็นวิดีโอเกมมันไม่เวิร์ค รวมถึงโหมดการเล่นมันน้อยไปหน่อย ถ้าเล่นนานๆ อาจเบื่อได้ ตรงนี้ผู้สร้างอาจแก้เกมด้วยการออก DLC ใหม่เพื่อดึงให้แฟนๆ กลับมาเล่นอีกครั้ง คือถ้าใครเป็นแฟน Dragon Ball ที่ชอบเกมการเล่นแบบสู้จริงๆ ไม่มีอะไรผสม Dragon Ball: Sparking! Zero ถือว่าตอบโจทย์มาก
Sound Design (8/10) - มาตรฐานเกม Dragon Ball แต่ขาดอิมแพคในบางจุด
มาพูดถึง Sound Design กันบ้าง อย่างที่ทุกคนรู้กันว่านี่คือวิดีโอเกมที่ถูกดัดแปลงมาจากสื่อรูปแบบอื่น ฉะนั้นงานด้าน Sound Design จึงมีการหยิบยืมเอา Material ที่มีอยู่แล้วมาใช้ในทุกส่วน ประสบการณ์ที่คุ้นเคยจากในอนิเมะเป็นยังไง ในเวอร์ชันเกมก็จะเป็นแบบนั้นเลย ถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐานของเกม Dragon Ball ไม่ว่าจะเป็นเสียงการต่อสู้ หรือเสียงพากย์ ตรงนี้ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะของเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว
แต่น่าเสียดายที่ดนตรีประกอบทำออกมาดีหลายเพลง จังหวะและเมโลดี้สนุก เป็นดนตรีประกอบของเกมแนวต่อสู้ที่ทำให้รู้สึกฮึกเหิม แต่ตอนเอาไปใช้ในโหมดเนื้อเรื่อง ดนตรีไม่ได้ทำให้เราอินมากขึ้น มันเลยเกิดจุดด้อยในบางอย่างขึ้นมา เช่น ฉากที่ควรจะกดดัน เราไม่รู้สึกกดดันตามไปด้วย แต่รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ต่อสู้แทน ตรงนี้ก็พอเข้าใจได้เพราะเกมนี่คือเกมแนว Fighting การสร้างอารมณ์ตรงนั้นเลยเป็นเรื่องสำคัญกว่ามาก
Sound Design อาจไม่ตอบโจทย์ในทุกด้าน แต่ได้มาตรฐาน รู้ว่าจุดขายของตัวเองคืออะไรก็เลยไปเน้นจุดนั้นแทน แต่มีบางส่วนที่ไม่ชอบคือระหว่างต่อสู้ มันจะมีช่วงที่ตัวละครพูดบรรยายความรู้สึกนึกคิดของตัวเองแทรกขึ้นมา บทพูดสั้นๆ ยังพอทน แต่พอบทพูดมันเยอะเกินไป มันทำให้แอบรำคาญและหลุดโฟกัสจากศัตรูที่อยู่ตรงหน้าอยู่บ่อย ถ้าเป็นอนิเมะผมไม่ติดเลย แต่พอเป็นเกมแล้วรู้สึกรำคาญมากกว่าแถมไม่อินด้วย
Performance (9/10) - ลื่นไหล สวยงาม ด้วยพลัง Unreal Engine 5
Dragon Ball: Sparking! Zero ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ Unreal Engine 5 ผมบอกเลยว่าเขาคิดถูกแล้วที่เลือกใช้เอนจินตัวนี้ ด้วยความสวยงามของการสะท้อนแสงและ Particle Effect ใน Unreal Engine 5 มันก็เหมาะมากกับเกม Dragon Ball: Sparking! Zero ที่ฉากการต่อสู้มีการถล่มยิงท่าไม้ตายสาดลำแสงกันไม่ยั้ง และ Unreal Engine เป็นเอนจินที่ Spike Chunsoft เคยใช้สร้างเกม Jump Force และ One Punch Man: A Hero Nobody Know แน่นอนว่าการใช้เอนจินที่ตัวเองถนัดอยู่แล้วอย่าง Unreal Engine 4 มาเป็น Unreal Engine 5 ไม่ใช่ปัญหาเลย ผลลัพธ์ที่ออกมาใน Dragon Ball: Sparking! Zero คือเครื่องพิสูจน์อย่างดี
ผมเล่นบนเครื่อง Xbox Series X ตัวเกมไม่มีโหมดกราฟิกให้เลือกปรับ มีแต่การตั้งค่าความเบลอ การสั่นของภาพ และ HDR แค่นั้น ตัวเกมถูก Optimize มาเป็นอย่างดีสำหรับในเวอร์ชันคอนโซล ไม่ว่าจะเล่นที่ความละเอียด 1080p, 2K หรือ 4K เกมยังคงรันลื่นๆ ที่ 60 FPS บางจังหวะที่มี Fx เยอะจริงๆ เฟรมเรตก็มีตกบ้างแต่ไม่บ่อย ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่าง Console และ PC ก็คือ Texture กับความคมของภาพเท่านั้นเอง ถ้าไม่จ้องจริงๆ ก็แยกไม่ออกเหมือนกัน เกมมีปัญหาจุกจิกอยู่บ้างเรื่องบั๊กตัวละครนอนค้างไม่ยอมลุกขึ้นมาสู้ต่อ หรือแอนิเมชันแปลกๆ ของตัวละครในบางจังหวะ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หนักหนาสาหัส เชื่อว่าผู้สร้างคงตามแก้ไขได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นเรื่อง Performance สอบผ่านฉลุย